AT HOME
CONTACT US
CHILDREN
THAI CULTURE
AMERICAN CULTURE
COMMUNITIES
VIDEOS
REAL ESTATE
BUSINESS
SITE MAP
UNITED STATES
 
 

UNITED STATES OF AMERICA

สหรัฐอเมริกา
 

 

Note: The primary reference for the information on this part of the website is Wikipedia, the free encyclopedia. 

 
 
 
  
 
 
 
USA Flag
 
 

Location

 
The United States of America (also referred to in short form as the United States, the USA, the U.S., the States, or America), is a country in North America that extends from the Atlantic Ocean to the Pacific Ocean, and shares land borders with Canada and Mexico.  The country comprises fifty states and many territories.  The United States is a federal constitutional republic, with its capital in Washington, D.C.  With its total area at over 3.7 million square miles (over 9.6 million km²) and with over 300 million people, the United States is the third largest country in the world by both total area and population.
 
ประเทศสหรัฐอเมริกา [หรืออาจเรียกชื่ออื่นๆ ว่า สหรัฐ (United States), ยูเอสเอ (USA), ยูเอส (U.S.), เดอะสเตตส์ (the States) และอเมริกา (America)] ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีอาณาเขตพรมแดนอยู่ระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติก กับมหาสมุทรแปซิฟิก และมีอาณาเขตพื้นดินต่อกับประเทศแคนาดาและเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบด้วยมลรัฐ 50 มลรัฐ และมีประเทศอาณานิคมมากมาย สหรัฐอเมริกาเป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีกรุงวอชิงตัน ดี ซี เป็นเมืองหลวง และด้วยเนื้อที่กว่า 3.7 ล้านตารางไมล์ (หรือ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร) ของสหรัฐอเมริกา และด้วยจำนวนประชากรกว่า 300 ล้านคน ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ทั้งในส่วนของพื้นที่ประเทศและจำนวนประชากร
 
The U.S. is one of the world's most ethnically and socially diverse nations.  The country is the product of large-scale historical immigration and home to a complex social structure. 
 
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีความหลากหลายมากที่สุดในเรื่องของเชื้อชาติและวัฒนธรรม เพราะเป็นประเทศที่เกิดขึ้นจากการรวบรวมเชื้อชาติของเหล่าผู้อพยพซึ่งมีประวัติศาสตร์การอพยพอันยาวนาน ที่ได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ภายในประเทศ และเป็นผลให้ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีความซับซ้อนในทางโครงสร้างของสังคม
 
The nation was founded by thirteen colonies declaring their independence from Great Britain on July 4, 1776 and ratifying the Articles of Confederation, on March 1, 1781.  The current constitution was adopted on September 17, 1787.  The country greatly expanded in territory throughout the 19th century.  With the collapse of the Soviet Union in 1991, it became the world's sole remaining superpower.  The United States continues to exert dominant economic, political, cultural, and military influence around the globe.
 
ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือกำเนิดจากการที่อาณานิคมที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษจำนวน 13 อาณานิคมได้ทำการประกาศอิสรภาพขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 (พ.ศ. 2319) โดยมีระบอบการปกครองประเทศแบบประชาธิปไตยเสรี ตามประกาศรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาในวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1787 (พ.ศ. 2330) และประเทศใหม่ที่ถูกเรียกว่า "สหรัฐอเมริกา" นี้ ได้แผ่ขยายอาณาเขตของตนเองในช่วงศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1800-1900) และหลังจากการล่มสลายลงของประเทศสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2533) จึงทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศ "อภิมหาอำนาจ" หนึ่งเดียว มาจนถึงทุกวันนี้ ที่มีบทบาทสำคัญในทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และการทหาร
 
 
 
States
 

1. Alabama

    แอละแบมา

11. Hawaii

     ฮาวาย

21. Massachusetts

     แมสซาชูเซตส์

31. New Mexico

     นิวเม็กซิโก 

41. South Dakota

     เซาท์ดาโคตา 

2. Alaska

    อะแลสกา

12. Idaho

     ไอดาโฮ

22. Michigan

     มิชิแกน

32. New York

     นิวยอร์ก 

42. Tennessee

     เทนเนสซี

3. Arizona

    แอริโซนา

13. Illinois

     อิลลินอยส์

23. Minnesota

     มินนิโซตา

33. North Carolina

     นอร์ทแคโรไลนา 

43. Texas

     เทกซัส

4. Arkansas

    อาร์คันซอ

14. Indiana

     อินดีแอนา

24. Mississippi

     มิสซิสซิปปี

34. North Dakota

     นอร์ทดาโกตา 

44. Utah

     ยูทาห์

5. California

    แคลิฟอร์เนีย

15. Iowa

     ไอโอวา

25. Missouri

     มิสซูรี

35. Ohio

     โอไฮโอ

45. Vermont

     เวอร์มอนต์

6. Colorado 

    โคโลราโด 

16. Kansas

     แคนซัส

26. Montana

     มอนแทนา

36. Oklahoma

     โอคลาโฮมา

46. Virginia

     เวอร์จิเนีย

7. Connecticut

    คอนเนตทิคัต

17. Kentucky

     เคนทักกี

27. Nebraska

     เนแบรสกา

37. Oregon

     ออริกอน

47. Washington

     วอชิงตัน

8. Delaware

    เดลาแวร์

18. Louisiana

     ลุยเซียนา

28. Nevada

     เนวาดา

38. Pennsylvania

     เพนซิลเวเนีย

48. West Virginia

     เวสต์เวอร์จิเนีย 

9. Florida

    ฟลอริดา

19. Maine

     เมน

29. New Hampshire

     นิวแฮมป์เชียร์ 

39. Rhode Island

     โรดไอแลนด์ 

49. Wisconsin

     วิสคอนซิน

10. Georgia

     จอร์เจีย

20. Maryland

     แมริแลนด์

30. New Jersey

     นิวเจอร์ซีย์ 

40. South Carolina

     เซาท์แคโรไลนา 

50. Wyoming

     ไวโอมิง 

 
Not Shown:
District of Columbia (ดิสตริกออฟโคลัมเบีย) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของประเทศ
 
Territories:
51. American Samoa (อเมริกันซามัว)
52. Guam (กวม)
53. Northern Mariana Islands (หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา)
54. Puerto Rico (เปอร์โตริโก)
55. U.S. Virgin Islands (หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา)

 

Culture
 
The culture of the United States of America began as the culture of its first English colonists.  The American culture quickly evolved as an independent frontier culture combined with Spanish–Mexican culture to create a cowboy culture, and by the cultures of subsequent waves of immigrants, first from Europe and Africa and later from Asia.  Overall, significant cultural influences came from Europe, especially from the German, English and Irish cultures and later from Italian, Greek and Ashkenazi cultures.  Descendants of enslaved West Africans preserved some cultural traditions from West Africa in the early United States.  Geographical place names largely reflect the combined English, Dutch, French, German, Spanish, and Native American components of U.S. history.
 
วัฒนธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เริ่มต้นจากวัฒนธรรมของประเทศอังกฤษ และได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจากการผสมผสานของวัฒนธรรมชาติสเปนและเม็กซิโก กำเนิดเป็นวัฒนธรรมคาวบอย จากการอพยพของหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งรกรากในประเทศ โดยเริ่มจากทวีปยุโรปและอาฟริกา และต่อจากนั้นก็เป็นทวีปเอเชีย โดยรวมแล้วอารยธรรมตะวันตกของยุโรปนั้นมีผลต่อวัฒนธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่ เยอรมัน อังกฤษ ไอริช อิตาลี กรีก และยิว นอกจากนี้บรรพบุรุษของชนชาติอาฟริกันตะวันตกที่เคยตกเป็นทาสนั้น ก็ยังได้อนุรักษ์วัฒนธรรมของตนเองไว้ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มของประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับชื่อเมืองและสถานที่ต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากชื่อที่เป็นภาษาดัทช์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน และอินเดียนแดง
 
There are two dominant sociological models of cultural assimilation.  The traditional melting pot model describes a form of homogenization.  Immigrants from other cultures bring unique cultural aspects which are incorporated into the larger American culture, but then the immigrant populations gradually adopt the unified culture, forming a single "alloy".  A more recently articulated model is that of the salad bowl, in which immigrant cultures retain some of their unique characteristics.  Instead of merging with a unified American culture, they intermingle, forming a heterogeneous mixture, like a salad composed of different vegetables.  There is considerable contemporary political debate over the merits of cultural assimilation versus pluralism or multiculturalism.
 
โครงสร้างสังคมอเมริกันประกอบไปด้วยสองรูปแบบที่สำคัญ รูปแบบโครงสร้างแรกคือการนำเอาวัฒนธรรมดั้งเดิมมาผสมผสานกันเข้าเป็นวัฒนธรรมหนึ่งเดียว โดยการที่ผู้อพยพซึ่งมาจากหลากหลายเชื้อชาติได้นำเอาความเป็นเอกลักษณ์ของชาติของตนเองเข้ามา และหล่อหลอมให้เป็นวัฒนธรรมอเมริกันหนึ่งเดียวอันใหม่ที่ผู้อพยพทุกคนต่างน้อมรับ สำหรับรูปแบบโครงสร้างในปัจจุบันก็เปรียบได้กับ "จานสลัด" โดยที่ได้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละเชื้อชาติ มิได้มีการหล่อหลอมให้เป็นวัฒนธรรมหนึ่งเดียว หากว่าต่างคนต่างยอมรับในความแตกต่างที่หลากหลาย เปรียบเสมือนกับจานสลัดที่ประกอบไปด้วยผักหลายๆ ชนิด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการอภิปรายกันอย่างแพร่หลายในส่วนของสำนึกด้านวัฒนธรรม รวมทั้งความหลากหลายของวัฒนธรรม และ/หรือ การผสมผสานกันของวัฒนธรรม

An important component of American culture is the American Dream: the idea that, through hard work, courage, and self-determination, regardless of social class, a person can gain a better life.

ส่วนประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกันนั้นก็คือ "ความฝันของคนอเมริกัน" ที่ทุกอย่างจะได้มาจากการทำงานหนัก ความกล้าหาญ และการมีจุดมุ่งหมายในชีวิต โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องชั้นวรรณะ เพราะทุกคนนั้นมีสิทธิที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น
 
 

National Anthem
 
The Star-Spangled Banner                  
 

 
 
O say, can you see, by the dawn’s early light,
What so proudly we hailed at the twilight’s last gleaming,
Whose broad stripes and bright stars, through the perilous fight,
O’er the ramparts we watched, were so gallantly streaming?
And the rockets’ red glare, the bombs bursting in air,
Gave proof through the night that our flag was still there;
O say, does that star-spangled banner yet wave
O’er the land of the free and the home of the brave?

On the shore, dimly seen thro’ the mist of the deep,
Where the foe’s haughty host in dread silence reposes,
What is that which the breeze, o’er the towering steep,
As it fitfully blows, half conceals, half discloses?
Now it catches the gleam of the morning’s first beam,
In full glory reflected, now shines on the stream
’Tis the star-spangled banner. Oh! long may it wave
O’er the land of the free and the home of the brave!

And where is that band who so vauntingly swore
That the havoc of war and the battle’s confusion
A home and a country should leave us no more?
Their blood has washed out their foul footstep’s pollution.
No refuge could save the hireling and slave
From the terror of flight, or the gloom of the grave,
And the star-spangled banner in triumph doth wave
O’er the land of the free and the home of the brave.

Oh! thus be it ever, when freemen shall stand
Between their loved homes and the war’s desolation,
Blest with vict’ry and peace, may the Heav’n-rescued land
Praise the Pow’r that hath made and preserved us a nation!
Then conquer we must, when our cause it is just,
And this be our motto—“In God is our trust.”
And the star-spangled banner in triumph shall wave
O’er the land of the free and the home of the brave.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
The Satr-Spangled Banner, by Milan.
 
 
 
 
 

God Bless America
 
God bless the land that gave us birth!
No pray'r but this know we.
God bless the land, of all the earth,
The happy and the free.
And where's the land like ours can brave
The splendor of the day.
And find no son of hers a slave?
God bless America!
God bless the land, the land beloved
Forever and for aye!
God bless the land that gave us birth.
God bless America!

Note: "God Bless America" is an American patriotic song originally written by Irving Berlin in 1918 and revised by him in 1938.  It is sometimes considered an unofficial national anthem of the United States. 
 
 

Religion
 
Religion has traditionally played a large role in American society since many of the original European colonists came to America for religious reasons.  Religion still has a major influence on American politics and culture, possibly more so than in other industrialized nations.
 
ศาสนานั้นนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อสังคมอเมริกันเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งแต่แรกเริ่มที่ชาวยุโรปได้เข้ามาในทวีปอเมริกาก็ด้วยเหตุผลในเรื่องของศาสนา  และศาสนามีอิทธิพลต่อการเมืองและวัฒนธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกามากกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นใดในโลก
 
There is no official register of American's religious status.  However, according to a private survey conducted in 2001, 76.7% of American adults identified themselves as Christian.  About 52% of adults described themselves as members of various Protestant denominations.  Roman Catholics, at 24.5%, were the most populous individual denomination.  Other popular faiths include, Judaism (1.3%), Islam (0.5%), Buddhism (0.5%), and Hinduism (0.4%).  About 14.2% of respondents described themselves as having no religion.
 
ในสหรัฐอเมริกาไม่มีการกำหนดศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเรื่องศาสนาในปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) มีประมาณ 76.7% ของชาวอเมริกันที่นับถือศาสนาคริสต์ (52% นิกายโปรแตสแตนต์ 24.5% นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายอื่นอีก 0.2%) โดยที่เหลือเป็นชาวอเมริกันนับถือศาสนาอื่น (ยิว 1.3%, อิสลาม 0.5%, พุทธ 0.5%, ฮินดู 0.4%) และประมาณ 14.2% ที่ไม่นับถือศาสนาใดเลย
 
  
  
Photo: The First Communion (First Holy Communion) is a Roman Catholic ceremony.
It is the colloquial name for a person's first reception of the sacrament of the Eucharist.
 
 
หมายเหตุ  เนื่องจากศาสนาที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่นับถือคือศาสนาคริสต์ และคนอเมริกันนั้นได้นำศาสนาคริสต์มาจากยุโรป เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจสถานการณ์ของศาสนาคริสต์ในอเมริกา จึงควรต้องทราบว่าศาสนาคริสต์นั้นมีความเป็นมาอย่างไรในยุโรป

ประวัติศาสตร์ยุโรปนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ยุคแรกคือยุคโบราณ (The Classical Civilization of Antiquity) ยุคที่สองคือยุคกลาง (The Middle Ages) และยุคที่สามคือยุคใหม่ (The Modern Ages) คนยุโรปนับถือศาสนาคริสต์กันมากตั้งแต่สมัยยุคกลาง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 - 15 ซึ่งในยุคสมัยนั้นศาสนจักรมีบทบาทมาก บาทหลวงมีอำนาจบาตรใหญ่ สมเด็จพระสันตปาปาเป็นผู้สถาปนาพระมหากษัตริย์ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าศาสนจักรมีอำนาจเหนืออาณาจักร ยุคสมัยกลางเป็นยุคที่มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ของโลก ได้แก่ มหาวิทยาลัยโบโลญย่าในอิตาลี มหาวิทยาลัยปารีสในฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ วิชาที่ศึกษากันหลักๆ ในสมัยนั้นคือวรรณคดีศาสนา ซึ่งบันทึกด้วยภาษาฮิบรู, กรีก และละติน ความรู้สมัยใหม่เช่น วิทยาศาสตร์, ดาราศาสตร์, คณิตศาสตร์ และแพทยศาสตร์ ก็ได้เริ่มมีการก่อตัวขึ้นมา

ต่อมา จอห์น ไวคลิฟท์ (John Wycliffe) ซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดในสมัยศตวรรษที่ 14 (1320-1384) เห็นว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นควรมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาถิ่น แทนที่จะให้ชาวบ้านพยายามอ่านจากต้นฉบับที่เป็นภาษากรีก, ละติน หรือฮิบรู จึงได้พยายามแปลขึ้นมาเอง เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่าหลักคำสอนแท้จริงเป็นอย่างไร เพราะหลักๆ แล้วชาวบ้านรู้จักศาสนาคริสต์จากปากบาทหลวงเท่านั้น เขาสังเกตพบว่าบาทหลวงของศาสนจักรนั้นมีความเป็นอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่เหมาะแก่การเป็นบาทหลวง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากอยู่อย่างแร้นแค้น แต่เวลาประกอบพิธีทางศาสนา บาทหลวงเหล่านี้มักเรียกค่าบริการแพงๆ แต่ปรากฏว่าศาสนจักรได้ทำการประท้วงไม่ยอมให้เขาแปล แต่เขาก็แอบแปลจนสำเร็จ ประชาชนจึงได้มองเห็นว่าวัตรปฏิบัติบาทหลวงนั้นหละหลวมมาก เทียบไม่ได้เลยกับสาวกพระเยซูรุ่นแรกๆ ทำให้เกิดการแอนตี้ศาสนจักรในนครวาติกันตามมามาก

เมื่อจอห์น ไวคลิฟฟ์ได้แปลไบเบิ้ลออกมา ปรากฏว่าประชาชนเริ่มประท้วงวัตรปฏิบัติของบาทหลวงของศาสนจักรมากขึ้น จนในที่สุดศาสนจักรก็สั่งยกเลิกสำนวนแปลไปทั่วยุโรป แม้จะถูกห้าม แต่สำนวนแปลของไวคลิฟฟ์นั้นก็ถูกคัดลอกไปตามห้องสมุดต่างๆ เป็นที่รู้จักกันว่า "Wycliffe’s Bible" นับเป็นครั้งแรกที่ศาสนจักรเริ่มสั่นคลอนในยุโรปหลังจากทรงอิทธิพลมาในยุคกลางตั้งแต่เริ่มคริสตศักราช แม้จะถูกศาสนจักรบอยคอต แต่ประชาชนกลับเห็นด้วยที่ไวคลิฟฟ์โจมตีบาทหลวงว่าแต่ละคนมีทรัพย์สมบัติเกินกว่าจะเป็นนักบวช กลายเป็นกระแสใหญ่ขึ้นมาในสังคม ศาสนจักร โต้กลับว่าสำนวนแปลของไวคลิฟฟ์นั้นใช้ไม่ได้ เพราะแปลจากความเข้าใจของเขาเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเจมส์ของอังกฤษเห็นด้วยกับไวคลิฟฟ์ และเมื่อทรงเห็นว่าศาสนจักรตำหนิว่าจอห์น ไวคลิฟฟ์คนเดียวแปลไม่น่าเชื่อถือ พระองค์จึงระดมผู้ชำนาญกรีก, ละติน และฮิบรู จากสองสถาบันการศึกษาหลักคือมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยคัดคนที่เก่งที่สุดมาแปล ในที่สุดก็ได้ฉบับพระเจ้าเจมส์อีกฉบับซึ่งดีกว่า เรียกกันว่า "The Authorized King James Version" ต่อมาได้มีการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1661 (พ.ศ. 2154) และต่อมาศาสนาคริสต์ในอังกฤษก็ได้มีการปฏิรูปให้นักบวชอยู่กันอย่างเรียบง่าย ไม่ขึ้นกับศาสนจักรในสำนักวาติกันของกรุงโรม ในที่สุดก็กลายเป็นนิกาย Anglican Church of England ขึ้นมาแทนที่ และก็เป็นศาสนาประจำชาติของอังกฤษจนทุกวันนี้

นิโคลัส โคเปอร์นิคัส (1473-1543) นักดาราศาสตร์ ได้ค้นพบว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาลดังที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าว หากเป็นดวงอาทิตย์ต่างหาก เขาได้ชี้ให้คนทั้งยุโรปเห็นว่าแม้แต่คำสอนที่ศาสนจักรสอนก็ไม่ตรงกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ ยุคนั้นศาสนจักรมีอำนาจเด็ดขาด สามารถจำคุกโคเปอร์นิคัสและจับกรอกยาพิษให้ตายในคุกได้ แต่ว่าเขาก็รอดมาได้เพราะได้กล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้ค้นพบความจริงข้อนี้เพราะพระผู้เป็นเจ้าดลบันดาล" เขาจึงรอดจากคุกศาสนจักรเพราะวาทศิลป์โดยแท้

ศาสนจักรได้สั่นสะเทือนอีกครั้งในสมัยศตวรรษที่ 15 เมื่อนักบวชมาร์ติน ลูเธอร์ (1483-1546) ชาวเยอรมันได้ออกมารับหลักการจากจอห์น ไวคลิฟฟ์ โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงความหรูหราฟุ่มเฟือยของนักบวชคาทอลิกสังกัดวาติกันว่าสะสมทรัพย์สินมากเกินไปและไม่คู่ควรที่จะเป็นนักบวช ในที่สุดก็ได้ตั้งนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้นมาเป็นอิสระ ซึ่งคำว่า Protestant ก็มาจากจอห์น ไวคลิฟฟ์นั่นเอง

ต่อมาศาสนจักรได้สั่นสะเทือนครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อกาลิเลโอ (1564-1642) ได้ออกมายืนยันว่าทฤษฎีโคเปอร์นิคัสถูกต้อง พร้อมทั้งกล่าวทำนองว่า "คำสอนศาสนจักรที่อ้างว่ามาจากพระผู้เป็นเจ้านั้น ขัดแย้งความจริงในทางวิทยาศาสตร์ จริงๆ แล้ว ศาสนจักรและวิทยาศาสตร์มีหลักการไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง หลายอย่างไปด้วยกันไม่ได้ คำสอนหลายอย่างของพระเจ้าในไบเบิ้ลสอนผิด" เหตุผลนี้ทำให้เขาถูกศาสนจักรสั่งจำคุกแล้วกรอกด้วยยาพิษจนตาย ซึ่งศาสนจักรเพิ่งประกาศขอโทษเขาอย่างเป็นทางการ ในสมัยสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอลล์ที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2540 (1997) นี้เอง

ผลของความสั่นสะเทือนต่างๆ นี้เอง เมื่อถึงศตวรรษที่ 17 ชาวยุโรปได้พร้อมใจกันประกาศว่าเป็นยุคแห่งการรู้แจ้ง (Age of Enlightenment) หรือยุคแห่งเหตุผล (Age of Reason) ขึ้นมา เพื่อมิให้ประชาชนเอาความเชื่อทางศาสนาที่ผิดๆ มานำทางชีวิตอีก ศาสนาคริสต์จึงเริ่มหมดบทบาทในยุโรปมากขึ้นตั้งแต่บัดนั้น อิทธิพลทางศาสนาจึงลดลงเป็นอย่างมาก ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเชื่อมั่นในหลักเหตุผล จึงไม่มีใครสนใจยอมให้ศาสนาจักรเข้ามามีบทบาทในรัฐธรรมนูญ ศาสนาคริสต์ที่เจริญในยุโรป หลักๆ ก็ได้แก่นิกายโปรเตสแตนท์ ไม่ใช่คาทอลิก

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเป็นเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1770 (พ.ศ. 2313) ก่อนนั้นเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ต้องการบรรจุศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ เพราะคำสอนขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ และขณะนั้นประเทศกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและต้องการพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น ถ้าศาสนจักรมามีอำนาจมาก การค้นคว้าวิทยาศาสตร์ก็ไม่เจริญงอกงาม กรณีกาลิเลโอเป็นเหมือนฝันร้ายของนักปกครองทั่วโลก ใครสนใจประวัติศาสตร์อเมริการะหว่างนี้ โปรดศึกษาประวัติและผลงานของโธมัส เพน (Thomas Paine) ชาวอังกฤษที่ไปปักหลักอยู่อเมริกา เขาต่อต้านมิให้ศาสนจักรมีบทบาทในรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ โดยออกหนังสือดังๆ โจมตีศาสนจักร อาทิ The Age of Reason, Common Sense, The Rights of Man เป็นต้น

มหาวิทยาลัยแห่งแรกของอเมริกาคือมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1636 (พ.ศ. 2179) กลุ่มผู้ก่อตั้งเป็นนักบวชที่เรียกตนเองว่า "เพียวริแทน" (Puritan) ซึ่งเป็นโปรเตสแตนท์กลุ่มหนึ่ง เพียวริแทนกลุ่มนี้เป็นนักบวชที่สำเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจบมาจากเคมบริดจ์ โดยเฉพาะ "จอห์น ฮาร์วาร์ด" ที่ได้บริจาคเงินและหนังสือเป็นคนแรกเพื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั้น จบมาจากวิทยาลัยเอมมานูเอลในเคมบริดจ์ (ที่มา : Frederick Rudolph, The American College and University: A History, 1961: 3-12) นอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็มีมหาวิทยาลัยเซ็นต์เจมส์แอนด์แมรี, มหาวิทยาลัยเยล, มหาวิทยาลัยพรินสตั้น ฯลฯ
 
ข้อน่าสังเกตก็คือ นับแต่ศาสนจักรถูกสังคมวิพากษ์ในยุโรปอย่างหนัก มหาวิทยาลัยทั้งหมดเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นสถานที่อบรมจริยธรรมอีกต่อไป ถึงเปิดสอนศาสนา, ปรัชญา และจริยศาสตร์ ก็สอนในหลักทฤษฎีทั่วๆ ไป เพื่อให้รู้หลักธรรมศาสนากว้างๆ และจริยศาสตร์สำนักต่างๆ เนื้อหาที่สอนก็เป็นทฤษฎีจริยศาสตร์ทั่วๆ ไป ไม่ได้เจาะจงเป็นจรรยาบรรณวิชาชีพต่างๆ อีกทั้งมหาวิทยาลัยก็ไม่มีกิจกรรมที่จะดึงคนเข้าหาศาสนจักรเหมือนก่อน จะอบรมเป็นพิเศษก็เฉพาะนักบวชศาสนาเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาเน้นอิสรภาพและเสรีภาพ ไม่ต้องการให้ศาสนามีบทบาทมาก ถึงสอนปรัชญาศาสนาก็สอนเพียงว่าปรัชญาสำนักต่างๆ และคำสอนศาสนามีคำสอนอย่างไร ไม่ได้บังคับให้นับถือ มหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด นับตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นแห่งแรกเป็นต้นมา

เพราะมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาเน้นสอนแต่วิชาทำมาหากิน ไม่ได้สอนวิชาศาสนาอย่างจริงจัง เป็นผลให้เกิดปัญหาสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมมากมายทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อศาสตราจารย์ดิเรก เคอร์ติส บ็อกซ์ (Direk Curtis Box) ได้ขึ้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในระหว่างปี ค.ศ. 1971-1991 (พ.ศ. 2514-2534) เขาได้ปลุกเร้าให้คนอเมริกันหันมาสนใจศาสนาและศีลธรรมกันบ้าง หลังจากที่ได้ทอดทิ้งศาสนาและศีลธรรมจนมีปัญหาสังคมมากมายหลายระดับ สะสมมานานนับศตวรรษ เขาเน้นว่าเมื่อมหาวิทยาลัยสามารถสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติได้ มหาวิทยาลัยก็ควรต้องสามารถสร้างคนให้มีศีลธรรมได้เช่นกัน แนวคิดนี้มีอยู่ในหนังสือของเขาหลายเล่ม เช่น Universities and the Future of America พิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1990

ผลจากการกระตุ้นของศาสตราจารย์ดิเรก เคอร์ติส บ็อกซ์ ทำให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยและค้นคว้าทางจริยศาสตร์ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) โดยให้ชื่อว่า The Edmond J. Safra Foundation Center for Ethics ซึ่งสถาบันนี้ได้ก่อตั้งขึ้นมาในสมัยที่ศาสตราจารย์ดิเรก เคอร์ติส บ็อกซ์เป็นอธิการบดีนั่นเอง รายละเอียดโปรดดูได้ที่เวปไซต์ http://www.ethics.harvard.edu 
 
แหล่งที่มาของข้อมูล : ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ (www.bodhinanda.com)
 
 

Beautiful America